นักศึกษาแพทย์ นักเรียนแพทย์ หรือ นิสิตแพทย์ ^^

นักศึกษาแพทย์ นักเรียนแพทย์ หรือ นิสิตแพทย์ คือบุคคลซึ่งศึกษาในโรงเรียนแพทย์ในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำเร็จการศึกษาออกไปเป็นแพทย์ การศึกษาในชั้นนี้นับว่าเป็นขั้นแรกสุดของลำดับการศึกษาในวิชาชีพแพทย์

การรับเข้าศึกษาในแต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกัน ในบางประเทศเช่นประเทศไทยจะมีระบบการรับนักเรียนเข้าเป็นส่วนกลาง (กสพท.)

ระยะเวลาที่ใช้การศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิตนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ปีแบ่งเป็น วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic medical science) หรือ ระดับชั้นปรีคลินิก (Preclinical year) จำนวน 3 ปี และปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย (Ward) หรือ ระดับชั้นคลินิก (Clinical years) จำนวน 3 ปี ทำหน้าที่รับ ดูแลผู้ป่วย และเรียนรู้หัตถการพื้นฐานที่จำเป็นภายใต้การควบคุมของอาจารย์แพทย์และแพทย์ประจำบ้านโดยชั้นปีสุดท้าย (ปีที่ 6) จะเรียกว่า นักศึกษาแพทย์เวชปฏิบัติ (Externship) ซึ่งจะได้ฝึกการทำงานเสมือนจริง

เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรจะได้ปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยที่ตนเองสังกัดอยู่ และยังต้องสอบผ่านการประเมินความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งจัดสอบโดย ศูนย์ประเมินและรับรองความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ศ.ร.ว.) ภายใต้การกำกับดูแลของ แพทยสภาซึ่งเป็นการสอบทั้งประเทศ ภายหลังการสอบทั้งสองอย่างเสร็จสิ้นจะได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตและเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioner)

โดยทั่วไปจากสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนเข้าศึกษาในโรงเรียนแพทย์ บัณฑิตแพทย์จะต้องเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะ (internship) หรือที่เรียกกันว่าแพทย์ใช้ทุนในโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่ได้รับการจัดสรรเป็นระยะเวลา 1 ปี และในโรงพยาบาลชุมชนอีก 2 ปี จากนั้นอาจทำงานต่อไปที่โรงพยาบาลชุมชน, ลาออกจากราชการเพื่อประกอบเวชปฏิบัติส่วนตัว, ลาศึกษาต่อเฉพาะทางด้านที่ตนสนใจ อย่างไรก็ดียังเรื่องการเรียนต่อเฉพาะทางภายหลังจบแพทยศาสตร์บัณฑิตนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายกว่านี้ เช่น เพิ่มพูนทักษะปีที่ 1 แล้วเข้าอบรมเฉพาะทางต่อเลยในปีถัดไป ซึ่งกระทำได้บางสาขา และบางโรงพยาบาลเท่านั้น

(ตามโรงพยาบาลที่มีศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก) จำนวนเวลาตามแต่สาขาที่อบรม หรือในบางสาขาขาดแคลน เช่น จิตเวชศาสตร์ อาจไม่ต้องเพิ่มพูนทักษะในปีที่ 1 แต่สามารถสมัครเข้าอบรมได้เลย

 

 

ความจริงชีวิตนักศึกษาแพทย์!!

หลังจากใช้ชีวิตเป็นนักเรียนแพทย์ มาจนเข้าสู่ปีที่ 3 ยอมรับว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกัน

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องออกจากบ้านเกิดเมืองนอน มาพำนักพังพิง ณ เมืองหลวง เพียงลำพัง (ฟังดูรันทดยังกะเด็กขมเข้าบ้านพุทธชาด )

บวกกับการที่ต้องเข้ามาทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆทั้งหมด ต้องเรียนรู้สังคมที่ต่างออกไป ทำให้ต้องปรับตัวเยอะมาก

และวันนี้ เราก็ค่อนข้างเสถียรพอสมควร (หรอ?) พอลองนึกย้อนกลับไปตอนเด็กๆ …….. ไม่ควรพูดอย่างนี้สินะ  ……….. เอาใหม่ … พอลองนึกย้อนกลับไปตอนที่เรายังไม่เข้ามายืนหายใจอยู่ในคณะนี้ พบว่าตอนนั้น เรายังไม่รู้ความจริงหลายๆอย่าง

เมื่อก่อน เรามองว่านักเรียนแพทย์ต้อง บ้าเรียน คุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ตัดขาดความบันเทิง บลาๆๆ …. ยังคิดอยู่ว่า… คนที่เสพละครเป็นนิจ เสพเนตประหนึ่งลมหายใจอย่างเรา จะเรียนได้หรอวะ  ……..

แต่ตอนนี้ก็พบว่า มันถูกแค่ส่วนนึงเท่านั้นเอง

 

ว่าแล้วก็มารู้จักกับนักเรียนแพทย์กันให้มากขึ้นสักหน่อย (ขอพูดถึงเฉพาะปี 1-3 หรือชั้น pre-clinic ละกันนะ)

 

1. นักเรียนแพทย์ปี 1 เป็นปีที่มีความใกล้เคียงกับเด็กมหา’ลัยมากที่สุด : ที่พูดอย่างนี้เพราะตั้งแต่ปี 2 เป็นต้นไป นักเรียนแพทย์จะไม่ค่อยใช้ชีวิตเหมือนเด็กมหา’ลัยทั่วๆไป … เรียกว่าเป็นปีที่ต้องเก็บเกี่ยวชีวิตนิสิต นักศึกษา(ปกติ)ให้ได้มากที่สุด ชั้นปีนี้จะได้เรียนวิชานอกคณะ ได้เจอเพื่อนๆต่างคณะ (คือ ถ้าใครตั้งใจจะคิดคบสนมสนิทกับเพื่อนต่างเพศนอกคณะ ก็รีบๆคว้าไว้ตั้งแต่ปีนี้ 55)

ถ้าอยู่จุฬาฯจะรู้ว่า คณะแพทย์ฯอยู่นอกรั้วจุฬาฯใหญ่ (นั่นคือ ถูกตัดขาดจากคณะอื่น) … ซึ่งปี 1 เป็นปีเดียวที่ได้เดินเพ่นพาน และใช้ชีวิตนอกคณะมากกว่าในคณะตัวเอง จนบางทีก็เกือบลืมไปแล้วว่า “กุเรียนหมอ”

 

2. อาจารย์ใหญ่ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด : เมื่อก่อน ถ้าถามถึงการเรียนหมอ สิ่งแรกที่นึกถึงคือ “อาจารย์ใหญ่” ซึ่งพอได้เข้ามาเรียนจริง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารายวิชากายวิภาคฯ หรือ Anatomy เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนหมอ แต่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ยังมีอะไรอีกมากมายก่ายหน้าผากให้ต้องศึกษา…. และแน่นอนเมื่อพูดถึงอาจารย์ใหญ่ คนส่วนใหญ่มักจะกลัวกัน… ในครั้งแรกที่ได้เรียน สารภาพด้วยเกียรติของยุวกาชาดว่า “กลัว” ….. แต่พอเวลาผ่านไป ความกลัวเปลี่ยนเป็นความเคารพ ..

จนตอนนี้ เราก็ตอบไม่ได้ว่าถ้าไม่มีอาจารย์ใหญ่ ในแต่ละปี จะสามารถผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพออกมาได้สักคนรึปล่าว…… ถ้าจะพูดกันจริงๆ อาจารย์ใหญ่ ไม่ได้มีพระคุณเฉพาะกับพวกเรานักเรียนแพทย์ แต่มีพระคุณต่อทุกคนที่นั่งๆนอนๆอยู่บนโลกร้อนๆใบนี้………. หรือจะปฏิเสธว่าชีวิตนี้ไม่เคยไปหาหมอ ???………….

 

3. ความหลากหลายในคณะ : คณะแพทย์ฯก็เป็นสังคมๆหนึ่ง ย่อมมีความหลากหลายทั้งด้านกายภาพ ชีวภาพ เคมี สังคม ภาษาไทย … (ไม่ใช่แระ )  ใครที่คิดว่านักเรียนแพทย์มีแต่พวกเนิร์ดๆ หน้าตาประหนึ่งว่ากุเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ความเป็นหมอมันฝังตัวอยู่ในพันธุกรรม และแสดงphenotypeออกมาให้เห็นผ่านใบหน้า .. คุณคิดผิด! …. ถ้าไม่เชื่อ ว่างๆลองเข้ามาเดินเล่นในคณะแพทย์ฯ จะพบตั้งแต่ นางฟ้า ยัน…………………..

 

 

…… เพื่อนนางฟ้า 555 (ก็เป็นเพื่อนมันจริงๆหนิ )

นั่นแค่ประเด็นของหน้าตา อีกเรื่องที่คนทั่วไปมองนักเรียนแพทย์คือ เรื่องความฉลาด …. จริงๆแล้ว ใช่ว่านักเรียนแพทย์ทุกคนจะเก่งเว่อกว่าชาวบ้าน (อย่างเราอาจจะต่ำกว่ามาตรฐานมนุษย์ทั่วไปด้วยซ้ำ เหอะๆ)

อย่างในคณะแพทย์ฯ จุฬาฯก็มีการแบ่งชนชั้นวรรณะในเรื่องนี้ไว้ 3 ชนชั้น คือ เทพ, ชนชั้นกลาง, และแกะ……..

เทพ… กลุ่มหัวกะทิของคณะ … กลุ่มนี้ต้องยอมรับมัน เอ้ย ท่าน …. ว่าแล้วก็ บูชาาาา

ชนชั้นกลาง.. สามัญชนทั้วไปในคณะ ใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติทุกประการ

แกะ.. (ชนชั้นเราเอง) .. เป็นชนชั้นที่ต้องดิ้นรนมากในช่วงใกล้สอบ เพราะถ้าไม่ใกล้สอบแกะจะไม่มีจิตใจฝักใฝ่ทางบุ๊นสักเท่าไหร่ (ที่มาของแกะคือการนอนนับแกะในเวลาเรียน) อย่างไรก็ตามแกะก็ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของคณะเลยทีเดียว (พูดง่ายๆคือเป็นพื้นให้เหยียบตลอด )

 

4. แกะในใบจาม : เป็นคำไวพจน์ (ประโยค??? …… เออ ช่างมันเหอะ) ของ “กบในกะลา” …. ด้วยการเรียนที่หนัก(โคตร) ทำให้นักเรียนแพทย์ค่อยๆถูกตัดขาดจากโลกภายนอกทีละน้อยๆ ตั้งแต่ปี2ขึ้นไป นักเรียนแพทย์จะต้องเรียนแต่วิชาคณะ ตั้งแต่เช้ายันเย็น หรือ โคตรเช้ายันตะวันตกดินในบางวัน แม้แกะบางตัวจะสังคมขนาดไหน แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเรียนแพทย์แล้ว ยังไง๊ ยังไง ก็ปฏิเสธข้อนี้ไม่ได้ แต่ละวันก็จะเจอแต่เพื่อน พี่ น้อง ในคณะ เรียกว่าเวลาที่จะไปพบปะกับเพื่อนต่างคณะน้อยลงทุกทีตามชั้นปีที่สูงขึ้น …. ฉะนั้น นักเรียนแพทย์อาจโดนเพื่อนต่างคณะเลิกคบได้ทุกเมื่อ…

เพื่อนต่างคณะ : เอ้ย วันจันทร์เลี้ยงน้องจังหวัดนะ 4โมงเย็น มาให้ได้นะแก

นักเรียนแพทย์ : เออน่า เด๋วเราไปก่อนเวลาสักครึ่งช.ม.เลยเป็นไง ฮ่าๆๆ

วันจันทร์….

16:00 น.

เพื่อนต่างคณะ : ไหนว่าจะมาก่อนเวลาไง

นักเรียนแพทย์ : เดี๋ยวแปบนึงนะ เรายังผ่าอาจารย์ใหญ่ไม่เสร็จเลยอะ

16:30 น.

เพื่อนต่างคณะ : เสร็จยังวะ อย่าบอกนะว่าไม่มา ปีที่แล้วก็ชิ่งทีนึงแล้ว

นักเรียนแพทย์ : เออ บอกว่าไปก็ไปดิ แค่นี้ก่อนนะเว้ย คุยลำบาก ต้องถอดถุงมือ

17:00 น. 

เพื่อนต่างคณะ : เฮ้ย เค้ารอเมิงคนเดียวเนี่ย จะมามั้ย จะได้ให้น้องเค้ากินๆกันก่อน

นักเรียนแพทย์ : เออๆ เมิงให้เค้ากินกันเลย กุน่าจะสาย (ได้ข่าวว่าสายอยู่แล้ว) เสร็จแล้วเดี๋ยวกุโทรไป

…..

19:00 น.

เพื่อนต่างคณะ : โทษทีที่กุโทรมาก่อน คือเค้าเสร็จกันแล้ว เมิงจะมาเจอพวกกุป่ะ

นักเรียนแพทย์ : เออเมิง โทษทีว่ะ อาจารย์เพิ่งบอกว่าพรุ่งนี้quiz กุคงต้องอ่านหนังสือ

เพื่อนต่างคณะ : ไอ้…..

 

อย่างไรก็ตาม วันว่างๆหลังสอบ หรือช่วงที่ไฟไม่ลนก้นก็สามารถไป hang out กับเพื่อนๆได้บ้างนะ 555

 

5. มักไม่ค่อยเสียดุลให้เด็กต่างคณะ : จากผลพวงของข้อที่แล้ว นักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่มักใช้เวลาอยู่ในคณะตัวเอง ไม่ค่อยมีเวลาออกไปพบปะผู้คนสักเท่าไหร่ จากเดิมที่เคยเสียดุลให้ต่างคณะก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสาวๆที่มีแฟนอยู่คณะอื่น พอเริ่มไม่มีเวลาให้ หนุ่มๆก็จะเริ่มหายหน้าไปอย่างช้าๆ ถ้าไม่รักหนักแน่นเหมือนเพลงพี่เบิร์ดก็เป็นอันต้องลงท้ายด้วย “เราเป็นเพื่อนกันเถอะ” ทุกครั้งไป และสุดท้าย พอเริ่มเรียนไปเรื่อยๆ เจอคนหน้าเดิมๆซ้ำๆ ทุกวันๆ ก็เกิดอาการ “เพื่อน กุรักมึงว่ะ” (อันนี้ใช้ได้กับทุกเพศ ) เพราะนอกจากจะไม่มีใครให้มองแล้ว คนในคณะยังเข้าใจกันดีอีกด้วย …. แต่ทุกเรื่องย่อมมีข้อยกเว้น .. ปัจจุบัน ยังมีคู่รักหนักแน่นหลายคู่ที่แม้จะเป็นเด็กต่างคณะแต่ก็ยังอยู่ทนอยู่นานมาจนถึงทุกวันนี้

และจากสถิติ.. พบว่านักเรียนแพทย์ชาย ยังคงเป็นที่สนใจของสาวๆ(และหนุ่มๆ? )คณะอื่นอยู่พอสมควร (ช่างต่างกับนักเรียนแพทย์หญิง ) ฉะนั้น … เหล่า XY (หรือ XXY) ไม่ต้องกลัวจะขึ้นคานนะจ๊ะ 55

 

http://i-aeez.exteen.com/20090615/10-pre-clinic?n=y

กลิ่นอายคณะแพทย์… แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อย่าเหนื่อยกับวันคืน…
แค่พักสักนิด เราก็จะเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
อย่าเบื่อกับการเริ่มต้น…
อย่ายึดติดกับสิ่งที่ผ่านพ้นไป
บางครั้งอ่อนแอ…บางวันแพ้พ่าย
ถ้ายืนหยัดได้ เราก็จะชนะชีวิต
ไม่มีใครได้ทุกอย่าง อย่างที่หวัง
ไม่มีเส้นทางใดราบรื่นตลอดเส้นทาง
ขอเพียงอย่าเหนื่อยที่จะสู้
ขอเพียงเรียนรู้ที่จะให้กำลังใจตนเอง


Not try to become a man of success. 
  But rather try to become a man of value. 

Success is a journey, not a destination.

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประวัติ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีชื่อเดิมคือคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน) และเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 3 ของประเทศไทยต่อจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ หรือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปัจจุบัน

การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์เกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการแพทย์ยังมีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทั้งประเทศมีโรงเรียนแพทย์อยู่เพียง 2 แห่ง และทางมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์เห็นว่า การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์จะเป็นการกระจายโอกาสด้านการศึกษาแพทย์ในท้องถิ่น ทำให้นักศึกษาแพทย์เกิดความรักในท้องถิ่น จึงเสนอโครงการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 3 ของประเทศไทย ที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2497 โดยได้ร่วมมือกับองค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (USOM) ช่วยเหลือจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในด้านงบประมาณ อุปกรณ์การสอน และวิทยาการ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2499

หลังจากได้รับการอนุมัติจัดตั้งโรงเรียนแพทย์เชียงใหม่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2499 ก็ได้มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ เมื่อมีการปฎิรูปครั้งใหญ่ของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ได้มีการโอนคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ไปเป็น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2508 หลังจากที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการก่อตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ดังนี้

  • 12 ธันวาคม พ.ศ.2499 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติในหลักการ ให้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เสนอ
  • 1 มกราคม พ.ศ.2502 โอนโรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ของกระทรวงสาธารณสุขมาสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
  • 28 ตุลาคม พ.ศ.2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฏีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่ ในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์
  • 18 มิถุนายน พ.ศ.2507 มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • 24 มกราคม พ.ศ.2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • 16 มีนาคม พ.ศ.2508 โอนคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มาสังกัดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รับตรง แพทยศาสตร์, ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต 2556

รับสมัครนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 1/2556 ระดับปริญญาตรี แบบสมัครสอบข้อเขียน รอบที่ 1
สำหรับผู้สนใจสมัครศึกษาต่อใน ระดับปริญญาตรี ที่ต้องการสมัครเข้าใน แพทยศาสตร์, ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ประจำภาคเรียนที่ 1/2556 โดยสอบข้อเขียน เริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ดูหลักสูตรที่เปิดรับสมัคร และสามารถสมัคร Online หรือซื้อใบสมัครแล้ว ยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ได้ที่ สำนักงานรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ตึก 1 ห้อง 103 (อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์) โดยเตรียมเอกสารให้ครบ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้
ระบบการสมัครเรียนออนไลน์รองรับเฉพาะ Web Browser IE เท่านั้น .

 รับสมัครนักศึกษาใหม่ปีการศึกษา 1/2556 ระดับปริญญาตรี แบบยื่นเกรดเฉลี่ยผ่าน (GPA.)
สำหรับผู้สนใจสมัครศึกษาต่อใน ระดับปริญญาตรี ที่ต้องการสมัครเข้าใน ทุกสาขาวิชา ประจำภาคเรียนที่ 1/2556 โดยแบบยื่นเกรดเฉลี่ยผ่าน(ไม่ต้องสอบข้อเขียน) เริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 ดูหลักสูตรที่เปิดรับสมัคร และสามารถสมัคร Online หรือซื้อใบสมัครแล้ว ยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ได้ที่ สำนักงานรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ตึก 1 ห้อง 103 (อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์) โดยเตรียมเอกสารให้ครบ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี้
ระบบการสมัครเรียนออนไลน์รองรับเฉพาะ Web Browser IE เท่านั้น .

 การรับสมัครนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2554 คณะนิติศาสตร์ ระบบการศึกษาทางไกลทางอินเทอร์เน็ต


รับสมัครนักศึกษาปริญญาตรีระบบการศึกษาทางไกลทางอินเทอร์เน็ต เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดูรายละเอียดในเวปไซด์ www.rsu-cyberu.com หรือ www.rsu-cyberu.com/law

http://www.unigang.com/Article/12022

ค่ายอยากเป็นหมอ สโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

งานเสวนาค่ายอยากเป็นหมอครั้งที่ 22 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่องานThe Insider ตามติดชีวิตแพทย์
ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่14 ตุลาคม 2555 เวลา7.00น.-13.00น. ครับ
รับสมัครตามLinkนี้เลยครับ
https://docs.google.com/a/docchula.com/spreadsheet/viewform?formkey=dDdTbXdQYzBoYURyeXpPeFdYZWxQaWc6MQ
น้องๆม.ต้น ม.ปลาย และนิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง บุคคลทั่วไป สามารถมางานนี้ได้ครับ

http://www.unigang.com/Article/12067